ฝุ่นทรายในสายลมหนาว

posted on 06 Nov 2009 14:00 by nokjorn  in Birds

ฤดูหนาวมาปักหลักอยู่เมืองริมโขงได้สองสามวันแล้ว

มาพร้อมกับลมแรง ชนิดที่ออกนอกบ้านแล้วใบหน้าต้องเหนียวไปด้วยฝุ่นทราย

ระดับน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว

ลอยกระทงปีนี้สร้างปรากฏการณ์บางอย่าง กระทงไหลขึ้นไปทางจังหวัดหนองคาย

ทุกปีกระทงจะไหลไปทางจังหวัดนครพนม

น้ำน้อยจนท่าที่ทางเทศบาลทำไว้ให้คนไปหน่อยกระทงนั้นชัน เด็กๆ ไม่สามารถลงเองได้ เจ้าหน้าที่ (อฟพร., ตำรวจน้ำ, นปข.) ที่มาช่วยอำนวยความสะดวกต้องเป็นคนอุ้มเด็กๆ ลงไปส่งที่ท่า

เมืองริมโขงอยู่ในอ้อมกอดของพายุทรายในสายลมหนาว

ร้านแผงลอยบางร้านที่ปักหลักริมโขง ต้องหยุดขายชั่วคราว เพราะฝุ่นทรายที่อวลตลบนั้นทำให้ไม่มีลูกค้าคนใดมานั่งกินก๋วยเตี๋ยว

เย็นวันก่อนไปรับลิงน้อยแล้วใช้เส้นทางเลียบโขง ปรากฏว่า จักรยานไปไม่ได้ ลมแรงมาก อุตส่าห์บอกลิงน้อยว่า นกจรจะปั่นจักรยานแข่งลมให้ดู

ลิงน้อยสนุกใหญ่ ส่งเสียงเชียร์ลั่น แต่สุดท้ายฉันก็ยอมแพ้ เลี้ยวจักรยานเข้าถนนอีกสาย

น้ำเริ่มแห้ง และหาดเลนนั้นก็ยังมีนก

แต่นกที่ฉันนั่งเฝ้าประจำก็คือ อีเสือสีน้ำตาล กับนกยอดหญ้าสีดำ เพราะสองชนิดนี้พบง่าย และไม่ค่อยกลัวคน 

รอวันเสาร์จะข้ามแอ่งขี้เลนคนเดียว เผื่อจะเจอนกใหม่ๆ บ้าง 

 

 

ฉันคิดผิดที่เลือกไปทางอุดรฯ แทนที่จะนั่งรถโดยสาร หนองคาย-เมืองเลย

เพราะนอกจากเส้นทางที่เลือกจะไม่เลียบโขงแล้ว ยังใช้เวลานานมากกว่าจะพาตัวเองไปถึงเชียงคาน

เหตุผลที่ไปเชียงคานไม่มีอะไรมาก แค่ฉันอยากไปดู "บางสิ่ง" ที่ฉันตั้งใจ

และอยากไป "ทำบางอย่าง" ที่ตั้งใจ

และมันก็ได้สมความตั้งใจ

.

.

.

ฉันไปไหนมาไหนคนเดียวบ่อยไป ไปใต้คนเดียว ไปอีสานคนเดียว (ตอนอยู่เมืองบางกอก) ไปในที่ต่างๆ คนเดียว แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่ฉันรู้สึกเหมือนครั้งนี้

ฉันรู้สึกโดดเดี่ยว...

เชียงคานไม่ได้ทำให้ฉันกรี๊ดกร๊าดอะไรกับความเป็นเชียงคาน

ไม่ได้ทำให้หลงไหล ใฝ่หา

แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายจนไม่อยากจะกลับไปเหยียบ

เชียงคานเมืองเล็กๆ

และอย่างหนึ่งที่ยอมรับก็คือ คนที่นี่น่ารักมาก

ในการเดินทางไปต่างถิ่นด้วยรถโดยสาร

สิ่งหนึ่งที่ฉํนไม่ค่อยชอบคือ สามล้อ ฉันหมายถึงคนขับนะ ไม่ได้หมายถึงคันรถ

แต่เชียงคานทำให้ฉันรู้สึกดีกับสามล้อ

.

.

.

ฉันมีเพื่อนคนหนึ่งที่นี่ จริงๆ จะพูดว่าเขาเป็นคนเชียงคานก็คงพูดได้ไม่เต็มปากนัก

เขาทำงานที่เมืองริมโขงที่เดียวกับฉัน

แต่ด้วยเหตุผลบางประการ (ฉันอาจเล่าให้คุณฟังทีหลังก็ได้ถ้าหากฉันมีอารมณ์) เขาต้องมาทำสวนที่เชียงคานทุกสัปดาห์ ทุกสัปห์ดานะไม่ใช่ทุกเดือน

และเขาก็ทำให้บรรยากาศริมโขงยามค่ำคืนเต็มไปด้วยอุ่นไอมิตรภาพ (แม้จะเจือกลิ่นแอลกอฮอล์)

หมอกน้ำโขงแรงมาก จนทำให้คนกระหม่อมบางแต่คอแข็งอย่างเขาเป็นหวัดในเช้าวันต่อมา

เรานั่งรำลึกความหลังให้แม่น้ำโขงฟัง... และแม่น้ำโขงก็ฟังเรา

.

.

.

ฉันเพิ่งเห็นพระจันทร์ตอนตีสาม

ระเบียงที่หันหน้าออกแม่น้ำนั้นลมแรงจนหนาว

หมอกบางโรยเรี่ยผิวน้ำ และพระจันทร์ก็สว่างโร่อยู่กลางฟ้า

พระจันทร์กำลังจะตกลงในแม่น้ำโขง

แสงจันทร์บนผิวน้ำเป็นประกายอยู่ใต้ม่านหมอก

น้ำโขงยามนี้สวยสง่าราวหญิงสาวผู้สูงศักดิ์

เอ่ยปากบอกบางอย่างแก่แม่น้ำโขงก่อนจะเข้าห้องเพราะทนหนาวไม่ไหว

...เรื่องที่ฉันเอ่ยออกไป มีเพียงแม่น้ำโขงเท่านั้นที่รับรู้

 

 

 

 

น้ำกำลังลด

posted on 29 Oct 2009 17:40 by nokjorn

เมื่อเช้า

ฉันแว่บออกไปริมโขง

ระดับน้ำลดลงไปเยอะ

"น้ำลงเยอะแล้ว ข้ามได้ยังคะ ลึกไหม"

"ฝั่งนี้ก็ลึกหลายเติบหล่า" ป้าที่ขุดดินบอก

"ฝั่งพู้นกะบ่ลึก เป็นหาดแล้ว" แกบอก ฉันมองข้ามน้ำไปหาเกาะกลางโขงด้วยสายตาละห้อย

ปั่นจักยานออกมาซื้อชามะนาวไปจิบเคล้าอากาศเย็นๆ ให้ใจร้อนๆ ได้คลายลงบ้าง

"ไปสำรวจน้ำโขงก่อนเด้อ" คุณตำรวจร้องบอกคนขายขนมทอด

"ว่าน้ำแห้งแค่ไหนแล้ว จะพอมีน้ำให้ลอยกระทงบ่"

"ถ้าบ่มีน้ำ จะวิทยุไปให้เขาระเบิดเขื่อนสิได้มีน้ำลอยกระทง" คุณตำรวจยังตลกได้อีก

ฉันเพิ่งนึกได้ว่า เราต้องหวงน้ำไว้ลอยกระทง

ยังจำปีที่เราไม่มีน้ำลอยกระทงได้ กระทงไปออกันอยู่ตรงช่วงที่น้ำขาดออกจากกัน

ด้วยความที่อยากไปเฝ้านกใจจะขาด ทำให้ฉันภาวนาให้น้ำแห้งไวๆ

แต่พอน้ำแห้ง ฉันก็จะภาวนาต่อว่า อย่าเพิ่งเป็นหาดทรายเร็วนัก ขอให้เป็นหาดเลนไปนานๆ เพราะหาดเลนจะมีนกออกหากินเยอะกว่าหาดทราย