กล่องของชีวิต

posted on 27 Apr 2008 11:44 by nokjorn

ครบสองปีเต็มกับการออกจากเมืองกรุง

ตอนนั้นฉันทยอยเก็บของ ส่งพัสดุกลับบ้าน เสื้อผ้าเก็บบริจาคเป็นบางส่วน บางส่วนส่งกลับไปให้หลานๆ ของป่าใหญ่ การโยกย้าย ทำให้ฉันจำต้องทิ้งบางอย่างที่ไม่จำเป็น ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกเหมือนคนอื่นเขา ไม่มีคอมพิวเตอร์ ทีวี ตู้เย็น ไม่มีสมบัติพัสถานใดๆ มาแต่ตัวก็กลับแต่ตัวพร้อมกับหนังสือที่ทิ้งไม่ลง

ชีวิตช่วงนั้นเต็มไปด้วยกล่อง กล่องที่ส่งกลับบ้าน กล่องที่ฝากเพื่อนไว้ แต่เชื่อไหมว่า บรรดากล่องต่างๆ ที่ฉันขนกลับบ้านก็ยังคงสภาพเดิม ไม่ถูกเปิด ถูกรื้อ ด้วยพื้นที่ที่บ้านมีจำกัด และพื้นที่ร้านก็หาใช่ที่อยู่ถาวรของชีวิต

ฉันจำได้ว่าฉันมีกล่องที่เป็นสมบัติส่วนตัวมากมาย ตอนเรียนจบมหาวิทยาลัยขนของกลับบ้าน ฉันก็มีข้าวของและกล่องที่ไม่ถูกเปิดจำนวนหนึ่ง

ฉันไม่เคยมีที่อยู่ถาวร รวมทั้งงานก็หาได้เนิ่นนาน ทำให้ชีวิตเมืองกรุงของฉันไม่สามารถมีสมบัติใดๆ ที่มันลำบากในการขนย้าย

ในบรรดากล่องๆ ทั้งหลาย กาลเวลาที่ผ่านไปฉันหากล่องไม่เจอ คาดว่าแม่คงโละทิ้งหลายใบ เพราะบางกล่องฉันเก็บสมุดแล็กเชอร์และชีสไว้เต็ม แค่นั้นมันคงไม่สำคัญสำหรับแม่ ฉันเองก็ไม่ถาม เพราะด้วยความที่เป็นคนเสียดายของ หัวใจฉันจะเจ็บปวดทุกครั้งที่สมบัติถูกเอาทิ้งโดยคนอื่น

ตอนนี้ที่บ้านเราก็เต็มไปด้วยกล่องอีกคราครั้ง นกเล็กๆ เรียนจบแล้ว เธอทยอยส่งของมาเก็บไว้ที่บ้าน จากปัตตานีถึงหนองคาย ระยะช่างยาวไกล มันพากล่องของเธอมาครบบ้างไม่ครบบ้าง

ฉันเกลียดการโยกย้าย เพราะฉันเป็นคนเก็บของไม่เป็น ครั้งหนึ่งตอนย้ายที่อยู่ที่ลาดพร้าว ฟ้าสีน้ำเงินก็เป็นคนช่วยเก็บของ เพราะฉันไม่รู้จะเอาอะไรใส่ตรงไหน จัดลำดับไม่ถูก และต้องคอยกำกับอยู่ข้างๆ เพราะเผลอไม่ได้เธอจะต้องเอาอะไรที่เธอเห็นว่ามันไม่สำคัญแต่มันสำคัญสำหรับฉันทิ้งอยู่เสมอ พอฉันโวยวายว่า "อย่าทิ้งๆ" เธอก็จะทำหน้าระอา "แล้วจะเก็บไว้ทำไมไอ้โบรชัวร์มือถือ" ...เอิ๊กๆ

ที่ร้านฉันมีกล่อง ๑๓ ใบที่ฝากบินสูงไว้แถวทุ่งรังสิต ฉันกลับไปนำมันกลับเมืองริมโขง แล้วมันก็ถูกวางเรียงไว้อย่างนั้นอยู่ใต้บันได มันเป็นกล่องของชีวิตที่ฉันบรรจุทั้งความสุขและความทุกข์เอาไว้ ความทรงจำถูกปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนา

ครบสองปี ฉันลังๆ เลๆ เก้ๆ กังๆ ว่าจะเปิดกล่องทั้ง 13 ใบที่ฉันไปขนมาจากคอนโดของบินสูงดีหรือไม่ บางทีอะไรในนั้นอาจจุดประกายบางอย่างให้ชีวิตตอนนี้ก็เป็นได้ หรือบางทีอาจเป็นในทางตรงกันข้าม...

 

edit @ 27 Apr 2008 12:10:54 by นกจร

ฉันคิดถึงเธอ

คิดถึงคุณ

คิดถึงเรา

จะมีสักกี่คนบนโลกใบนี้ที่รู้ว่า ทำไมฉันชอบเพลงนี้

ประคองความฝันให้อยู่ได้ มันช่างยากเข็ญ

ขอบคุณโชคชะตาที่นำพาพวกเรามาเจอกัน

edit @ 24 Apr 2008 17:52:50 by นกจร

edit @ 24 Apr 2008 18:13:52 by นกจร

๔๕ กม. จากเมืองริมโขงไปบ้านสวน

ออกจากเมืองเล็กๆ ไปสู่หมู่บ้านที่เงียบสงบในเมืองที่เล็กกว่า สมัยเรียนเคยมีเพื่อนมาเที่ยวบ้าน แล้วเปรยว่า ฉันว่าบ้านฉันชนบทแล้วนะ แต่บ้านเธอน่ะ ชนนะโบ๊ท ชนบท ตอนนั้นบอกมันไปว่า จะใช้คำว่า บ้านนอก ก็ใช้เหอะ แกจะมาพูดชนนะโบ๊ท ชนบท ให้ฉันเคืองขี้หูทำไม

ผ่านไปหลายปี ถึงตัวอำเภอจะเจริญขึ้นมาหน่อย ตรงที่มีร้านโทรศัพท์มือถือ ร้านคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงท่ารถที่สามารถรอรถไปกรุงเทพฯ ได้เลย โดยไม่ต้องไปขึ้นรถทัวร์ไกลถึงต่างอำเภอ แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่า เมืองมันจะโตขึ้นจะเจริญขึ้น มันก็ยังเป็นอำเภอเล็กๆ เงียบๆ เช่นเคย

บ้านของฉันอยู่ห่างจากหมู่บ้าน เป็นบ้านหลังสุดท้ายตรงทางออกหมู่บ้าน ถนนดำหน้าบ้านฉันคือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๒๒ ตรงกันข้ามเป็นทุ่งนา สมัยก่อนบ้านฉันถูกล้อมรอบด้วยทุ่งนาไม่ว่าจะเป็นด้านหน้า ด้านหลัง หรือว่าด้านข้าง แต่ตอนนี้เหลือเพียงที่นาหน้าบ้านที่อยู่อีกฟากของถนนเท่านั้นที่จะเป็นทุ่งนา นอกนั้นแปรสภาพเป็นสวน

ทางหลวงหมายเลข ๒๒๒ มาสุดเขตทางหลวงแผ่นดินที่เมืองริมโขง และมันเป็นเส้นทางที่ฉันใช้กลับบ้าน เป็นถนนที่ฉันชอบมากที่สุด ชอบตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กมัธยมแล้วต้องนั่งรถมาทำธุระที่เมืองริมโขง

๔๕ กิโล จากเมืองริมโขงมาบ้าน ระยะทางยังเท่าเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนคือสองข้างทางต่างหาก จากทุ่งข้าว กลายเป็นสวนยาง มีสวนยางรุ่นที่กรีดได้แล้ว สวนยางที่กำลังเป็นสาว และสวนยางเด็กๆ

ฟ้าสีน้ำเงินเคยเหน็บว่า "ชอบภาคใต้ไม่ใช่เหรอ นี่ไงบ้านเธอกำลังจะเหมือนภาคใต้เข้าไปทุกที มองไปทางไหนก็มีแต่สวนยาง"

ต้นยางเด็กๆ ยืนต้นเป็นระเบียบ ดูสวยเหมือนกัน หากมองจากหน้าต่างรถประจำทาง แต่ฉันก็ยังคิดถึงทุ่งข้าว และอยากมองลงมาเห็นรวงข้าวล้อลมมากกว่าเห็นใบยางระริกไหว

"ปลูกยางได้เงินมากกว่าปลูกข้าว" อดีตชาวนาคนหนึ่งที่กลายมาเป็นชาวสวนพูดเปรยๆ

๔๕ กิโลจากเมืองริมโขงไปบ้านสวน ระยะทางยังเท่าเดิม แต่พื้นที่นาค่อยๆ ลดขนาดลง ในขณะที่พื้นที่ของสวนยางขยายกว้างขึ้นทุกปี

"ปลูกยางได้เงินมากกว่าปลูกข้าว..."

edit @ 18 Apr 2008 19:12:24 by นกจร